แชมป์โลกเยาวชนชาวไทย ไท ต.ศิลาชัย ( 2 )

เกียรติประวัติ

แชมป์เยาวชนรุ่นเฟเธอร์เวท WBC (2550 – 2551)

ชิง, 9 พฤศจิกายน 2550 ชนะคะแนน อาร์เมอร์ ทิโน่ (  ฟิลิปปินส์) ที่ อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 1, 11 เมษายน 2551 ชนะน็อค ยก 6 มัสอู อิซาดี้ (อิหร่าน) ที่ เวทีมวยกรุงเทพ

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 2, 25 สิงหาคม 2551 ชนะคะแนน ไมค์ ทุมบากา (ฟิลิปปินส์) ที่ อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนรครศรีอยุธยา

เสียแชมป์, 17 ตุลาคม 2551 (ชิงแชมป์เฉพาะกาล IBF รุ่นเฟเธอร์เวท), แพ้คะแนน เดวี่ บราวน์ (  ออสเตรเลีย) ที่ เดอะคิวบ์ แคมเบลล์ทาวน์ รัฐนิวเซ้าท์เวลส์

แชมป์มวยโลก ชาวไทย แซมซั่น กระทิงแดงยิม ( 9 )

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 21, 21 พฤศจิกายน 2540 ชนะน็อค ยก 4 จิน ยังยุง (ธงของประเทศเกาหลีใต้ เกาหลีใต้) ที่ จ.สุโขทัย

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 22, 6 กุมภาพันธ์ 2541 ชนะน็อค ยก 4 เฟลิกซ์ มาฟา (ฟิลิปปินส์) ที่ ป.กุ้งเผา รัชดา

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 23, 30 กรกฎาคม 2541 ชนะแตก ยก 9 เรย์ ลีกัส (ฟิลิปปินส์) ที่ บิ๊กฟัน รัชดา

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 24, 23 ตุลาคม 2541 ชนะน็อค ยก 7 เอ็ดเวิร์ด เอสครีเบอร์ (ฟิลิปปินส์) ที่ จ.สกลนคร

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 25, 5 กุมภาพันธ์ 2542 ชนะน็อค ยก 3 แอนดี้ ฮลาเจนนิโอ (ฟิลิปปินส์) ที่ จ.พัทลุง

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 26, 30 เมษายน 2542 ชนะน็อค ยก 7 ดันแคน มาคูเบอเน่ (แอฟริกาใต้) ที่ จ.นครศรีธรรมราช

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 27, 23 กรกฎาคม 2542 ชนะน็อค ยก 4 แพทริค ซาเบอลินี (แอฟริกาใต้) ที่ จ.ยะลา

แชมป์มวยโลก ชาวไทย แซมซั่น กระทิงแดงยิม ( 8 )

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 13, 23 สิงหาคม 2539 ชนะน็อค ยก 6 ดิเอโก อันดราเด (เม็กซิโก) ที่จ.สุราษฎร์ธานี

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 14, 4 ตุลาคม 2539 ชนะน็อค ยก 4 เซลิเดย์ โซบรันดา (แอฟริกาใต้) ที่ จ.ร้อยเอ็ด

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 15, 22 พฤศจิกายน 2539 ชนะน็อค ยก 7 อเล็กซานเดอร์ แมกนูตอฟ (รัสเซีย) ที่ จ.สุรินทร์

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 16, 30 มกราคม 2540 ชนะคะแนน เจส มาคา (ฟิลิปปินส์) ที่ จ.ชุมพร

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 17, 7 มีนาคม 2540 ชนะน็อค ยก 4 ครูซ คาร์บาฮาล (เม็กซิโก) ที่ จ.เลย

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 18, 2 พฤษภาคม 2540 ชนะน็อค ยก 4 บอง อาลอส (ฟิลิปปินส์) ที่ จ.นครราชสีมา

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 19, 24 มิถุนายน 2540 ชนะน็อค ยก 6 ฮูโก ราฟาเอล โซโต ( อาร์เจนตินา) ที่ จ.ชัยภูมิ

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 20, 26 กันยายน 2540 ชนะคะแนน เจส มาคา (ฟิลิปปินส์) ที่ จ.สระบุรี

แชมป์มวยโลกชาวไทย ขวัญไทย ศิษย์หมอเส็ง ( 4 )

ขวัญไทยป้องกันแชมป์ของ PABA ไว้ได้ทั้งหมด 10 ครั้ง ก่อนที่จะขึ้นชิงแชมป์โลกที่ว่างในรุ่น 105 ปอนด์ ของสมาคมมวยโลก กับนักมวยชาวไทยรุ่นพี่ ปิ๊กมี่ ก่อเกียรติยิม ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 นับเป็นศึกสายเลือดของนักมวยไทยด้วยกันเองครั้งที่ 13 (หากนับเฉพาะสถาบันหลักจะเป็นครั้งที่ 12) ซึ่งขวัญไทยขึ้นชิงแชมป์ในฐานะเป็นรองแชมป์โลกอันดับที่ 1 และปิ๊กมี่เป็นรองแชมป์โลกอันดับที่ 2 การชกของทั้งคู่ดำเนินไปอย่างดุเดือดคตลอด 12 ยก ซึ่งขวัญไทยสามารถใช้ช่วงชกที่ยาวกว่าเอาชนะคะแนนปิ๊กมี่ไปได้ด้วยคะแนนไม่เป็นเอกฉันท์ คือ 116-112, 115-114 และ 114-115

แชมป์มวยโลกชาวไทย ขวัญไทย ศิษย์หมอเส็ง ( 3 )

จากนั้นได้ย้ายไปอยู่กับสังกัดกาแล็คซี่บ็อกซิ่งโปรโมรชั่นของ “แชแม้” นิวัฒน์ เหล่าสุวรรณวัฒน์ ในแบบไม่มีค่าตัว โดยเปลี่ยนมาชกมวยสากลอาชีพ โดยชกครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2548 ด้วยการเสมอกับ เพชร ทวินส์ยิม นักมวยชาวไทยด้วยกันเอง จากนั้นขวัญไทยก็ทำสถิติชนะมาโดยตลอด ไม่มีแพ้ ไม่มีเสมอ จนกระทั่งได้ชิงแชมป์ในรุ่นมินิมั่มเวทของสมาคมมวยแห่งทวีปเอเชีย (PABA) ในปี พ.ศ. 2550 ด้วยการเอาชนะน็อกยก 2 เพชร ศักดิ์รุ่งเรือง นักมวยชาวไทยด้วยกันเองที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต

แชมป์มวยโลกชาวไทย ฉัตรชัย สาสะกุล (3)

เข้าแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติหลายครั้ง ทั้งโอลิมปิก, เอเชียนเกมส์ และซีเกมส์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จถึงขั้นสูงสุด โดยเฉพาะในการแข่งขันโอลิมปิก 1988 ที่โซล ประเทศเกาหลีใต้ ฉัตรชัยขึ้นชกในรุ่นไลท์ฟลายเวท รอบแรก ได้บาย รอบสอง ชนะ หลุยส์ โรลอน จากเปอร์โตริโก เมื่อ 21 กันยายน พ.ศ. 2531 รอบสาม ชนะ เมาริซ ไมนา จากเคนยา เมื่อ 25 กันยายน พ.ศ. 2531 รอบ 8 คนสุดท้าย แพ้ โรแบร์ต อิซอสเซกิ จากฮังการี ตกรอบ เมื่อ 27 กันยายน พ.ศ. 2531  ทั้ง ๆ ก่อนชก ฉัตรชัยถือเป็นนักมวยความหวังอันดับหนึ่ง  จึงหันมาชกมวยอาชีพ

แชมป์มวยโลกชาวไทย ฉัตรชัย สาสะกุล (2)

ชีวิตช่วงต้นและติดทีมชาติ

ฉัตรชัย มีชื่อเล่นว่า หนึ่ง เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513 ที่จังหวัดนครราชสีมา แต่ครอบครัวได้ย้ายมาอยู่ที่คลองเตย กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ฉัตรชัยยังเล็ก ๆ ฉัตรชัยเริ่มชกมวยครั้งแรกในแบบมวยไทยในชื่อ “หนึ่งธรณี เพชรยินดี” จากการบังคับของพ่อ โดยเป็นนักมวยในสังกัดของ “เสี่ยเน้า” วิรัตน์ วชิรรัตนวงศ์ ก่อนจะหันมาชกมวยสากลสมัครเล่น ขณะที่ศึกษาอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนผะดุงศิษย์พิทยา ชกแข่งขันในนามโรงเรียน ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง และได้ติดทีมชาติในที่สุด

 

นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป บัลลงดอร์ ( 13 )

ประวัติอาชีพ

ยูเวนตุสยอมจ่ายเงิน 10 ล้านเปโซ (อาร์เจนติน่า) แลกกับตัวซิวอรี่มาอยู่กับทีมในปี 1957 ระหว่างเล่นให้กับยูเวนตุส เขาพาทีมประสบความสำเร็จมากมาย โดยได้แชมป์ลีกสูงสุดของอิตาลีที่เรียกว่า ลีก แชมเปี้ยนชิพ (หรือกัลโช่ เซเรีย อาปัจจุบัน) 3 ครั้ง คือในปี 1958, 1960 และ 1961 นอกจากนี้ยังได้แชมป์อิตาเลียน คัพอีก 2 ครั้งในปี 1959 และ 1960 ซิวอรี่เล่นให้กับยูเวนตุสจนถึงปี 1965 รวมแล้วเขาลงเล่นให้ยูเวนตุสทั้งสิ้น 253 นัด ยิงได้ถึง 167 ประตู มากเป็นอันดับ 4 ตลอดกาลของสโมสรอีกด้ว หลังจากเล่นให้กับยูเวนตุสเกือบ 10 ปี เขาก็เซ็นสัญญาย้ายไปอยู่กับนาโปลี และช่วยนาโปลีได้อันดับสองในลีกถึง 2 ครั้งอีกด้วย เขาอำลาสนามในปี 1969 และเดินทางกลับบ้านเกิด จากนั้นหวนคืนสนามอีกครั้งในฐานะโค้ชทีมริเวอร์ เพลท, โรซาริโอ เซ็นทรัล, เอสตูดิอันเตส เดอ ลา พลาต้า, เบเลซ ซาร์สฟิลลด์ และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งโค้ชทีมชาติอาร์เจนติน่าในปี 1974

นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป บัลลงดอร์ ( 12 )

ทีมชาติอาร์เจนติน่า

ซิวอรี่ติดทีมชาติอาร์เจนติน่า 18 ครั้ง ทำได้ทั้งหมด 9 ประตู[2] เขาช่วยให้ทีมชาติอาร์เจนติน่าได้แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติ อเมริกาใต้ในปี 1957 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงลิม่า เมื่อหลวงของประเทศเปรู ทีมชุดนั้นมีกองหน้าฝีเท้าดีหาตัวจับยากมากมาย นอกจากซิวอรี่แล้วยังมี คอร์แบตต้า, มาสโช่, อังเจลิลโล่ และครูซ พวกเขาได้รับฉายาว่า “caras sucias” ซึ่งถ้าแปลตรงๆตามตัวอักษรในภาษาสเปนจะแปลว่า พวกหน้าสกปรก (dirty faces) แต่ที่จริงนั้นแฟนบอลตั้งในให้มีความหมายล้อเลียนตลกๆ เพราะตอนที่พวกเขาลงเล่นนั้นน่าตลก เลอะเทอะเหมือนเด็กซนๆ

แชมป์มวยโลกชาวไทย รัตนพล ส.วรพิน (9 )

รัตนพลมีโอกาสชิงแชมป์โลกอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2541โดยขยับขึ้นไปชกในรุ่นไลท์ฟลายเวท ได้ชิงแชมป์โลกรุ่นนี้ของ IBF ที่ว่างเมื่อ 18 ธันวาคม แต่ก็เป็นฝ่ายแพ้คะแนน วิลล์ กริ๊กส์บี้ย์ นักมวยชาวอเมริกัน ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปีถัดมา ได้รับการสนับสนุนให้ชิงแชมป์ไลต์ฟลายเวต PABA ที่ว่าง แต่แพ้น็อค ยูรา ดิม่าร์ นักมวยชาวมองโกเลีย ในปี พ.ศ. 2542 ก่อนที่จะได้มีโอกาสชิงแชมป์โลกอีกครั้งในปี พ.ศ. 2543 ที่สหรัฐอเมริกา แต่ก็เป็นฝ่ายแพ้น็อกยกที่ 3 ริคาร์โด้ โลเปซ ไปอย่างสู้ไม่ได้ จึงแขวนนวมไป